
เมื่อภัยแล้งรุนแรงขึ้น ศัตรูอ้อยมากขึ้น และต้นทุนก็สูงขึ้น ชาวไร่อ้อยอย่างเราจำเป็นต้องมองหา “เครื่องมือใหม่” เพื่อรักษาผลผลิตและรายได้ให้มั่นคง หนึ่งในเทคโนโลยีที่ทั่วโลกกำลังจับตามอง และเริ่มนำมาใช้จริงในภาคเกษตรแล้วก็คือ การปรับแต่งจีโนม (Gene Editing หรือ GEd)
รู้หรือไม่ว่า ขณะนี้หลายประเทศทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา บราซิล หรือแม้แต่จีน ต่างก็เริ่มใช้เทคโนโลยี Gene Editing เพื่อพัฒนาพืชให้ทนแล้ง แข็งแรงต่อโรคและแมลง และช่วยลดต้นทุนการผลิตได้อย่างน่าทึ่ง
Gene Editing (GEd) คือเทคโนโลยีการ “ปรับแต่งพันธุกรรมของพืชอย่างแม่นยำ” เปรียบได้กับการแก้ไขคำในข้อความ โดยไม่ต้องเขียนใหม่ทั้งหมด — ต่างจาก GMO ที่ต้องนำยีนจากสิ่งมีชีวิตอื่นมาใส่
GEd ใช้เพียงยีนที่มีอยู่แล้วในตัวพืชมาปรับแต่งให้ทำงานดีขึ้น ตัวอย่างเช่น
หลายประเทศได้ยืนยันแล้วว่าเทคโนโลยีนี้ ปลอดภัยต่อคนและสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยัง ไม่ถูกจัดเป็น GMO ทำให้การปลูกและจำหน่ายผลผลิตไม่ต้องผ่านกฎระเบียบที่เข้มงวดเช่นเดียวกับ GMO
เกี่ยวโดยตรงเลยค่ะ เพราะในอนาคตอันใกล้ เราอาจได้ใช้ พันธุ์อ้อยใหม่ที่พัฒนาโดยเทคโนโลยี Gene Editing ซึ่งจะเป็นอ้อยที่แข็งแรงกว่า ทนกว่า โตไวกว่า และให้ผลผลิตมากขึ้นในขณะที่ใช้ต้นทุนลดลง
ลองนึกภาพดูสิคะ
ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน เพราะ นักวิจัยไทยเองก็กำลังพัฒนาอ้อยสายพันธุ์ใหม่ด้วยเทคโนโลยี Gene Editing อยู่เช่นกัน
เมื่อเราต้องเผชิญทั้งภัยแล้ง ศัตรูพืช ต้นทุนสูง และราคาผันผวน “การไม่หยุดพัฒนา” คือทางรอดของชาวไร่อ้อย
การเข้าใจเทคโนโลยีอย่าง Gene Editing จะช่วยให้เรามีข้อมูลเพียงพอในการเลือกสิ่งที่เหมาะสมกับไร่ของเรา และพร้อมก้าวไปข้างหน้ากับโลกเกษตรยุคใหม่
สรุปสั้น ๆ ว่า
เพราะ “อ้อยพันธุ์ดี” ก็เหมือน “เพื่อนคู่ไร่” — ถ้าเขาแข็งแรง เราก็เติบโตไปด้วยกัน
ในปี พ.ศ. 2568 กรมวิชาการเกษตรมีแผนพัฒนา อ้อย Gene Editing ให้เป็นหนึ่งในพืชหลักสำหรับผลิตเมล็ดพันธุ์คุณภาพสูง รองรับทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ
พร้อมกันนั้นยังมีการ ฝึกอบรมนักวิจัยไทย, สร้างความร่วมมือกับต่างประเทศ, และ ผลักดันเชิงนโยบายสู่การทดลองในแปลงจริง เพื่อให้ชาวไร่อ้อยสามารถนำพันธุ์อ้อย GEd มาใช้ประโยชน์ได้อย่างเป็นทางการในอนาคต
ที่มา : วารสารมิตรชาวไร่