- ข่าวสารมิตรชาวไร่
- พฤ., 26 มี.ค. 63

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เราอาจได้ยินคำว่า “Carbon Credit” บ่อยขึ้น ทั้งในวงการธุรกิจ อุตสาหกรรม หรือแม้แต่ภาคการเกษตร หลายคนอาจมองว่าเป็นเรื่องไกลตัว หรือเป็นเรื่องขององค์กรขนาดใหญ่เท่านั้น แต่ความจริงแล้ว “เกษตรกร” คือหนึ่งในกลุ่มสำคัญที่กำลังมีบทบาทมากขึ้นในเรื่องนี้
โดยเฉพาะภาคการเกษตรสมัยใหม่ ที่ไม่ได้มองเพียงเรื่องผลผลิต แต่ให้ความสำคัญกับ “ความยั่งยืน” และการดูแลสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน
วันนี้ Carbon Credit จึงไม่ได้เป็นเพียงแนวคิดด้านสิ่งแวดล้อม แต่กำลังกลายเป็น “โอกาสใหม่” ที่ช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับภาคการเกษตร และอาจกลายเป็นอีกหนึ่งรายได้สำคัญของเกษตรกรในอนาคต
Carbon Credit คือ “สิทธิในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก” โดยสามารถวัดออกมาเป็นหน่วยคาร์บอนเทียบเท่าที่ลดได้
พูดให้ง่ายที่สุด คือ หากกิจกรรมใดสามารถช่วยลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หรือช่วยดูดซับคาร์บอนได้ ก็อาจได้รับเครดิตกลับมา ซึ่งเครดิตนี้สามารถนำไปซื้อขายในตลาดคาร์บอนได้
หลายประเทศทั่วโลกกำลังให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ เพราะทุกภาคส่วนต่างมีเป้าหมายร่วมกันในการลดปัญหาโลกร้อน และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้มากที่สุด
จริง ๆ แล้ว ภาคการเกษตรมีส่วนสำคัญอย่างมากต่อการลดการปล่อยคาร์บอน เพราะวิธีการเพาะปลูกและการจัดการพื้นที่ทางการเกษตร สามารถช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้โดยตรง ตัวอย่างเช่น
กิจกรรมเหล่านี้ล้วนช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และเพิ่มโอกาสในการเข้าสู่ระบบ Carbon Credit ได้ในอนาคต
หนึ่งในตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ “การตัดอ้อยสด” ในอดีต การเผาอ้อยก่อนเก็บเกี่ยวอาจช่วยลดเวลาและแรงงาน แต่ก็ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งฝุ่น PM2.5 การสูญเสียอินทรียวัตถุในดิน และการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จำนวนมาก
ปัจจุบัน หลายภาคส่วนเริ่มส่งเสริมการตัดอ้อยสดมากขึ้น เพราะนอกจากจะช่วยลดปัญหาฝุ่นควันแล้ว ยังช่วยรักษาคุณภาพดิน และสามารถนำใบอ้อยไปใช้ประโยชน์ต่อได้อีกด้วย เช่น
สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นแนวทางที่สอดคล้องกับแนวคิดเกษตรยั่งยืน และช่วยลดการปล่อยคาร์บอนในภาพรวม
ปัจจุบัน ผู้บริโภคทั่วโลกเริ่มให้ความสำคัญกับที่มาของสินค้า ไม่ใช่แค่คุณภาพหรือราคาเท่านั้น หลายประเทศเริ่มมองถึงกระบวนการผลิตว่า
นี่จึงเป็นเหตุผลที่ภาคเกษตรยุคใหม่ จำเป็นต้องปรับตัวเข้าสู่แนวทางการผลิตที่ยั่งยืนมากขึ้น
และในอนาคต แนวคิด Carbon Credit อาจกลายเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิตทางการเกษตร

อีกหนึ่งสิ่งที่เข้ามามีบทบาทมากขึ้น คือ เทคโนโลยีการเกษตรไม่ว่าจะเป็น
เทคโนโลยีเหล่านี้ช่วยให้เกษตรกรบริหารจัดการทรัพยากรได้แม่นยำมากขึ้น ลดการสูญเสีย และลดการใช้พลังงานหรือทรัพยากรที่ไม่จำเป็น ซึ่งล้วนเป็นส่วนหนึ่งของการลดคาร์บอนในภาคการเกษตรเช่นกัน
แม้ในปัจจุบัน ระบบ Carbon Credit สำหรับภาคเกษตรในประเทศไทยยังอยู่ในช่วงพัฒนา แต่หลายฝ่ายมองว่าในอนาคต เกษตรกรที่ทำเกษตรแบบยั่งยืน จะมีโอกาสได้รับผลตอบแทนเพิ่มขึ้นจากการลดคาร์บอน นั่นหมายความว่า วิธีการปลูกที่ดีต่อสิ่งแวดล้อม อาจไม่ได้ช่วยแค่โลก แต่ยังช่วยเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจได้อีกด้วย นี่จึงเป็นเหตุผลที่ “เกษตรยั่งยืน” กำลังกลายเป็นเรื่องสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ
ในอดีต เราอาจวัดความสำเร็จของการเกษตรจาก “ปริมาณผลผลิต” เป็นหลัก แต่ปัจจุบัน โลกกำลังเปลี่ยนไป การทำเกษตรยุคใหม่ ไม่ได้มองแค่ผลผลิตที่มากขึ้นเท่านั้น แต่ต้องคำนึงถึง
Carbon Credit จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของตัวเลขคาร์บอน แต่สะท้อนถึงแนวคิดใหม่ของการเกษตร ที่เติบโตไปพร้อมกับการดูแลโลกใบนี้ เพราะสุดท้ายแล้ว…“ความยั่งยืน” อาจกลายเป็นผลผลิตที่มีค่าที่สุดของเกษตรกรยุคใหม่
ขอบคุณแหล่งที่มา:
https://www.tgo.or.th