หน้าแรก

ทั่วโลกกำลังจับตาสัญญาณการกลับมาของ “เอลนีโญ” อีกครั้ง หลังนักวิทยาศาสตร์ด้านสภาพอากาศเตือนว่า ปีนี้อาจพัฒนาไปสู่ระดับ “ซูเปอร์เอลนีโญ” ซึ่งถือเป็นเอลนีโญที่รุนแรงที่สุด และอาจส่งผลให้อุณหภูมิโลกทำสถิติสูงสุดครั้งใหม่ในปี 2570

องค์การบริหารมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐฯ (NOAA) เปิดเผยว่า ปัจจุบันอุณหภูมิน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อนกำลังอุ่นขึ้นอย่างรวดเร็ว และมีแนวโน้มสูงถึง 80% ที่เอลนีโญจะก่อตัวภายในช่วงกลางปีนี้

นักวิทยาศาสตร์พบว่า ใต้ผิวน้ำทะเลมีมวลน้ำอุ่นขนาดใหญ่สะสมอยู่ ซึ่งอาจทำให้อุณหภูมิน้ำทะเลสูงกว่าค่าเฉลี่ยถึง 2.5 องศาเซลเซียสในช่วงปลายปี ถือเป็นระดับที่ผิดปกติอย่างมาก และอาจเข้าใกล้เหตุการณ์ “ซูเปอร์เอลนีโญ” ที่เคยเกิดขึ้นเพียงไม่กี่ครั้งในประวัติศาสตร์โลก

ผู้เชี่ยวชาญด้านสภาพอากาศจากหลายประเทศระบุว่า หากเอลนีโญครั้งนี้รุนแรงจริง อาจส่งผลกระทบต่อสภาพอากาศทั่วโลก ทั้งอุณหภูมิที่ร้อนจัด ภัยแล้ง ฝนทิ้งช่วง และความผันผวนของฤดูกาลเพาะปลูก โดยเฉพาะในประเทศที่พึ่งพาภาคการเกษตรอย่างประเทศไทย

สำหรับภาคเกษตรไทย โดยเฉพาะเกษตรกรชาวไร่อ้อย ถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เพราะเอลนีโญมักส่งผลให้ปริมาณฝนลดลง และอากาศร้อนยาวนานกว่าปกติ ซึ่งอาจกระทบต่อการเติบโตของอ้อย ปริมาณผลผลิต รวมถึงต้นทุนการจัดการน้ำในไร่

4_เอลนีโญ1.jpg

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันชาวไร่อ้อยไทยหลายพื้นที่เริ่มปรับตัวมากขึ้น ทั้งการวางแผนจัดการน้ำ การเลือกพันธุ์อ้อยให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ การใช้เทคโนโลยีบริหารจัดการไร่ รวมถึงการเตรียมรับมือสภาพอากาศที่ผันผวนมากขึ้นในอนาคต

ผู้เชี่ยวชาญยังระบุว่า แม้จะมีสัญญาณการก่อตัวของเอลนีโญชัดเจน แต่ระดับความรุนแรงยังต้องติดตามต่อเนื่อง เพราะยังขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยทางธรรมชาติ โดยเฉพาะทิศทางและกำลังของ “ลมการค้า” บริเวณเส้นศูนย์สูตร ซึ่งมีผลโดยตรงต่อการพัฒนาและความรุนแรงของเอลนีโญ

ในยุคที่สภาพอากาศโลกเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว การติดตามข้อมูลด้านภูมิอากาศอย่างใกล้ชิด จึงกลายเป็นอีกหนึ่งเรื่องสำคัญของภาคเกษตร เพราะไม่เพียงช่วยลดความเสี่ยงในการผลิต แต่ยังช่วยให้เกษตรกรสามารถวางแผนบริหารจัดการไร่ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

แม้เอลนีโญจะเป็นความท้าทายสำคัญของภาคการเกษตรทั่วโลก แต่ก็เป็นอีกแรงผลักดันให้ภาคเกษตรไทยเดินหน้าสู่ “เกษตรสมัยใหม่” ที่ให้ความสำคัญกับการวางแผน การใช้เทคโนโลยี และการทำเกษตรอย่างยั่งยืนมากขึ้นในอนาคต

ที่มาข้อมูล-ภาพ

https://www.thairath.co.th/

https://www.shutterstock.com/

ข่าวปักหมุด